Last updated: 12 ต.ค. 2569 | 14 จำนวนผู้เข้าชม |
มูลของกระต่าย และการประเมินสุขภาพจากมูล
โดย รศ.น.สพ.ดร.สมโภชน์ วีระกุล
ลักษณะของมูลหรือสิ่งขับถ่ายในกระต่ายแตกต่างไปจากสุนัขและแมว เมื่อมีบางท่านนำเอาลักษณะความผิดปรกติของมูลสัตว์ชนิดอื่นมาใช้กับกระต่ายใช้ในการประเมินสุขภาพ และตั้งเป็นคะแนนจึงอาจไม่เหมาะสม กระต่ายเป็นสัตว์กินพืช และกินหญ้าเป็นหลัก และขับถ่ายออกมาเป็นมูล 2 ประเภท ได้แก่ มูลแข็ง (hard feces) และซีโคโทรปหรือมูลอ่อน (cecotroph or soft feces) การผลิตมูลจึงมีความซับซ้อนกว่าสุนัข และไม่ควรอธิบายความผิดปรกติด้วยสี และความนุ่มของมูล การสร้างมูลของกระต่ายจะอธิบายได้ดังต่อไปนี้ เมื่อกระต่ายกินหญ้าและพืชชนิดต่าง ๆ เข้าไป พืชจะถูกเคี้ยวและย่อยให้เป็นประเภทของเยื่อใยอาหาร 2 กลุ่ม ได้แก่ เยื่อใยย่อยได้ (digestible fibers) และเยื่อใยย่อยไม่ได้ (indigestible fibers) โดยเยื่อใยทั้งสองกลุ่มยังแบ่งได้เป็น เพกติน เฮมิเซลลูโลส ที่จัดเป็นเยื่อใยย่อยได้ เซลลูโลสเป็นเยื่อใยอาหารที่ย่อยได้ยากในกระต่าย จึงมักจัดในกลุมเยื่อใยย่อยไม่ได้ ร่วมกับลิกนินที่ย่อยไม่ได้เลย บทบาทของเยื่อใยเหล่านี้มีผลต่อสุขภาพและการขับถ่าย ลักษณะของมูลจึงช่วยในการบ่งชี้การได้รับเยื่อใยเพียงพอหรือไม่ ถ้าได้รับอย่างไม่เหมาะสมจะทำให้เกิดภาวะลำไส้อืดหรือทางเดินอาหารบีบตัวช้า (Gastrointestinal hypomotility) บางครั้งเรียกว่า “ileus” เพราะจะเกิดการสะสมของแก๊สในทางเดินอาหาร ทำให้เกิดอาการปวดเสียดที่ทำให้เสียชีวิตได้ ทำให้เกิดการอักเสบของทางเดินอาหาร และเสียสมดุลของจุลินทรีย์ได้
ลักษณะของมูล มีกระบวนการผลิตเป็นตัวกำกับ รู้จักอย่างเข้าใจผ่านที่มาที่ไปทางสรีรวิทยา
1. มูลแข็งที่เป็นปรกติ จะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.5-1 เซนติเมตร และต้องมีขนาดสม่ำเสมอเท่า ๆ กัน และมีปริมาณมากขึ้นกับขนาดตัวและสายพันธุ์ ซึ่งมักจะมากกว่า 200 เม็ดต่อวัน และบางพันธุ์ขนาดใหญ่จะมากกว่า 400 เม็ด ในกระต่ายวัยเด็กจะพบขนาดที่เล็กกว่านี้ได้ และรูปร่างไม่กลม แต่จะมีขนาดเท่า ๆ กัน
การสร้างมูลแข็ง เกิดจากเยื่อใยย่อยไม่ได้ ในมูลแข็งจึงพบเยื่อใยชนิดย่อยไม่ได้เป็นหลัก ได้แก่ ลิกนิน และเซลลูโลส มักถูกเรียกรวมกันว่า “ลิกโนเซลลูโลส” จะเป็นตัวกระตุ้นการขับถ่ายในกระต่ายให้เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ช่วยในการขับลมที่สะสมจากกราหมักอาหารในกระเพาะหมัก และส่วนต่าง ๆ ของทางเดินอาหาร รวมถึงเส้นขนที่พบได้ตามปรกติโดยการขับออกอย่างสม่ำเสมอ จากภาพเอกซเรย์จึงมักไม่พบการสะสมของแก๊สเลยในกระต่ายที่กินถูกสุขลักษณะ ทั้งนี้เยื่อใยกลุ่มนี้จะไปกระตุ้นอวัยวะที่เรียกว่า “ฟิวซัส โคไล” ที่อยู่ตรงรอยต่อของลำไส้ใหญ่ส่วนต้นและส่วนปลาย ให้เกิดการบีบตัวอย่างแรงของฟิวซัสคไลเอง และลำไส้ใหญ่ส่วนท้าย บีบมูลให้ปั้นเป็นก้อนขนาดเท่า ๆ กัน ตามปริมาณของเยื่อใยชนิดย่อยไม่ได้ที่มี
ความผิดปรกติของมูลแข็งที่พบ จะสอดคล้องกับการผลิตมูล ดังนี้
มูลเล็กและมีขนาดไม่สม่ำเสมอ หากมีปริมาณเยื่อใยอาหารน้อยจะพบการปั้นก้อนมีขนาดเล็กลง และขนาดไม่เท่ากัน กระต่ายที่มีการขับถ่ายแบบนี้จะเสี่ยงต่อการเกิดโรคลำไส้อืด และการอุดกั้นในทางเดินอาหารได้ (gastrointestinal hypomotility) ในรายที่เริ่มเกิดลำไส้อืดแล้วจะพบการขับถ่ายลดลง มีการสะสมของแก๊สในทางเดินอาหารมาก เกิดอาการเจ็บปวดช่องท้อง ซึ่งทำให้ป่วยตายได้ บางรายพบประวัติการขับถ่ายที่มีเส้นขนสะสมมากขึ้นได้ พบปนเกาะติดกับมูลที่เป็นเม็ดไม่สมบูรณ์ เป็นเหมือนสายสร้อย และจำนวนมากมีพฤติกรรมการแทะพรม เชือก สิ่งแปลกปลอมเพราะกินหญ้าได้น้อย ทำให้ขาดเยื่อใยอาหารย่อยไม่ได้ จึงเกิดพฤติกรรมการกินสิ่งเหล่านี้ และการขับถ่ายที่ไม่สม่ำเสมอจะทำให้ขนถูกขับถ่ายลดลง เกิดการสะสมได้มากขึ้น บางรายเกิดการอุดกั้นในทางเดินอาหาร (complete impaction) จะแตกต่างกับในกรณีที่กระต่ายกินหญ้าได้มาก ซึ่งจะมีการเล็มแต่งขนตามธรรมชาติทุก ๆ วัน แต่ขนจะถูกขับถ่ายไปกับมูลแข็งอย่างสม่ำเสมอเป็นปรกติ
ภาพที่ 1 ลักษณะของมูลแข็งที่มีระดับของเยื่อใยอาหาชนิดย่อยไม่ได้ หรือลิกนิน และเซลลูโลสไม่เท่ากัน กองแรกทางซ้ายมือ เกิดจากมีลิกนินและเซลลูโลสน้อย เกิดจากการไม่กินหญ้าหรือกินไม่เพียงพอ กองกลางเป็นกองอุดมคติที่ต้องการ มีขนาดเหมาะสมและสม่ำเสมอ และกองที่สามขวาสุดมีขนาใหญ่ผิดปรกติและรูปทรงประหลาด เกิดจากเยื่อใยชนิดย่อยไม่ได้มากเกินไป เกิดจากการได้รับหญ้าแก่หรือคุณภาพต่ำ
มูลใหญ่และรูปร่างประหลาด แต่หากมีปริมาณมากไปจะทำให้มูลแข็งมีขนาดใหญ่และรูปร่างประหลาด แต่ยังอาจจะมีขนาดพอ ๆ กันได้ มักพบกระต่ายมีรูปร่างที่ผอม ขนหยาบ เพราะเหตุจากได้รับหญ้าแก่และพืชที่คุณภาพไม่ดี ให้เยื่อใยอาหารกลุ่มย่อยไม่ได้มากเกินไป ทำให้เกิดความไม่สมดุลระหว่างเยื่อใยย่อยได้ที่จะนำไปใช้เป็นพลังงานและเยื่อใยย่อยไม่ได้ที่จะช่วยในการขับถ่าย
ภาพที่ 2 บางรายพบการอุดกั้นด้วยก้อนมูลขนาดใหญ่ในลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย
การถ่ายมูลนิ่ม จากการได้รับอาหารที่มีโปรตีนมากเกินไป ซึ่งไม่ใช่ลักษณะของท้องเสีย แต่เป็นภาวะการระบายที่มากขึ้น เรียกว่า “laxative effect” แต่หากมีพฤติกรรมการกินและให้อาหารต่อเนื่อง จะเสี่ยงต่อการเกิดท้องเสียและลำไส้อักเสบตามมาได้ มูลแข็งที่ควรจะมีการดูดกลับน้ำก่อนขับถ่าย กลับถูกระบายออกมาเร็วขึ้น อาหารที่มีไขมันสูงและให้พลังงานสูงก็มีอิทธิพลเช่นเดียวกัน โดยไขมันจะไปกระตุ้นเซลล์ที่ชื่อว่า “เอนเทอโรโคมัฟฟิน” ให้หลั่งสาร “โมติลิน” ไปกระตุ้นทางเดินอาหารให้บีบตัวมากขึ้นได้เช่นเดียวกัน การจำแนกลักษณะของมูลเหล่านี้จะใช้ประวัติของการกินอาหารเข้ามาร่วมในการวินิจฉัย
การถ่ายนิ่มและเหลวเป็นน้ำในกรณีที่พบการติดเชื้อ ซึ่งมักเกิดจากการเสียสมดุลของจุลินทรีย์ในทางเดินอาหาร จากการได้รับเยื่อใยอาหารชนิดย่อยไม่ได้ไม่เพียงพอหรือกินหญ้าได้น้อย แต่ได้รับแป้ง ขนม ผัก ผลไม้ หรือพืชอ่อน ในสัดส่วนที่มากกว่าหญ้าตามสัดส่วนแนะนำ จึงเกิดการผลิตกรดแลคติกจำนวนมากจากแบคทีเรียแลคติก (lactic bacteria) ในทางเดินอาหารตามธรรมชาติ ทำให้ทางเดินอาหารเป็นกรด แต่เมื่อนานเข้ากรดที่มากไปนี้จะไปทำให้จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ตาย ทำให้กลุ่มเชื้อโรคเจริญเติบโตและฉวยโอกาสก่อโรค เรียกภาวะนี้ว่า “Dysbiosis” การถ่ายเหลวเหล่านี้มักพบในกระต่ายเด็กไปจนถึงกระต่ายรุ่น แบบถ่ายพุ่งเป็นน้ำ มีลักษณะเหลวมากกว่านิ่ม โดยในภาวะท้องร่วงแบบนี้จะมีของเหลวในมูลมากถึง 90% หลังจากนั้นมักจะไม่ขับถ่าย กลายเป็นท้องผูกสลับ และท้องกาง มีอาการเจ็บปวด สูญเสียน้ำและอิเลกโตรไลต์ และตาย อีกกลุ่มคือการติดเชื้อพวกโปรโตซัวต่าง ๆ และบิด จะพบการขับถ่ายแบบมีมูกปน ซึ่งเกิดจากการผลิตมูกมาก บางทีมักเรียกกลุ่มอาการนี้ว่า “mucoid enteropathy” และมีลักษณะของมูลนิ่มมากกว่าถ่ายพุ่งหรือเหลว แต่มักจะพบร่วมกันได้ เมื่อมีการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมหรือได้รับอาหารไม่เหมาะสมดังกล่าวข้างต้น การผลิตมูกจะเกิดขึ้นในปริมาณมาก เพราะมูกช่วยสร้างไบคาร์บอเนตที่ทำหน้าที่ไปป้องกันทางเดินอาหารไม่ได้รับบาดเจ็บจากกรดที่ผลิตขึ้น และสะเทินกรดให้เป็นรูปที่ไม่เป็นอันตราย นอกจากนี้อาหารที่มีแป้งมากมักสร้างกรดมาก เพราะเป็นแหล่งวัตถุดิบสำหรับการหมักของพวกแบคทีเรียแลคติก จึงไปมีผลทำให้เกิดมูกมากได้เช่นกัน ดังนั้น mucoid enteropathy จึงเกิดได้จากหลายสาเหตุ และมีอันตราย
ภาพที่ 3 ลักษณะของมูลแข็งที่เหลว และมีสีน้ำตาล พบลักษณะของวุ้นผสมบางส่วน เกิดจากเอนเทอโรท็อกซีเมียจากเชื้อแบคทีเรีย
การถ่ายเป็นวุ้น ส่วนใหญ่มักจะแยกไม่ออกระหว่างมูกและวุ้น แต่แตกต่างกันอย่างมาก โดยปรกติผู้เลี้ยงมักจะไม่ได้เห็นเป็นการขับถ่ายทั่วไป แต่จะพบได้เมื่อมีการรักษา มักจะทำให้เกิดการอุดกั้นอย่างสมบูรณ์ที่ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย เป็นเหตุให้ไม่สามารถขับถ่ายได้และทำให้โรครุนแรงมากขึ้นในวันที่ 2-3 และมักเสียชีวิตหลังวันที่ 3 แม้ว่าจะแก้ไขปัญหานี้ได้ไม่ยาก เมื่อพบว่ากระต่ายไม่ขับถ่ายจึงต้องไปพบสัตวแพทย์ในทันที ประวัติของกลุ่มที่จะมีการอุดกั้นจากวุ้นนี้ มักเกิดจากการกินหญ้าน้อย กินแป้ง ขนม ผักและผลไม้มาก ตัวที่ทำให้เกิดการเป็นวุ้นได้ คือ แป้ง และเพกติน (เยื่อใยย่อยได้) ที่มาจากพืชอายุน้อย ผัก ยอดไม้ เพกตินที่มีลักษณะพันธะทางเคมีชอบน้ำ จึงดึงน้ำเข้ามาและสร้างเป็นวุ้นที่มีลักษณะเหนียว และหากแห้งจะทำให้เกิดการอุดกั้นถาวรได้ พบปัญหานี้ได้บ่อยมากแต่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้รับทราบ
ภาพที่ 4 มูลแข็งที่มีความนิ่มไม่จับเป็นก้อน ด้านซ้ายมีวุ้นปนจำนวนมาก ทั้งเหลวและจับกันเป็นก้อน และด้านซ้ายมีของเหลวหรือมูกปน
ภาพที่ 5 ลักษณะของวุ้นที่ปนมากับมูลแข็ง ที่มีการจับตัวเป็นก้อนและแห้งกว่าปรกติ
2. มูลอ่อนที่เป็นปรกติ จะประกอบด้วยมูลขนาดเล็กสีดำ มีมูกเหนียว mucilaginous membrane เคลือบอยู่กับแต่ละเม็ด ทำให้เหนียวติดกันเป็นพวงจนดูคล้ายเหมือนพวงองุ่น ซึ่งมูกนี้จะทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันสภาพความเป็นกรดของทางเดินอาหาร มูลอ่อนจะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นอาหารหลัก โดยกระต่ายจะกินกลับเข้าไปเมื่อมูลถูกขับถ่ายมาถึงรูทวาร และสามารถถูกดูดซึมได้ที่ลำไส้เล็กได้เลย การพบมูลชนิดนี้หล่นที่พื้นโดยไม่พบการกิน (lack of cecotrophagy) ในระดับสากลถือเป็นเรื่องน่ากังวลใจมาก มักบ่งชี้ความผิดปรกติอย่างใดอย่างหนึ่งของกระต่าย หรือสัดส่วนของโภชนาการที่ไม่เหมาะสม เช่น การได้รับขนม ของกินเล่น มากเกินไป เป็นตัวบ่งชี้ภาวะสุขภาพที่จะแย่ลงได้อีกไม่นาน
ภาพที่ 6 ลักษณะของมูลอ่อนหรือซีโคโทรป คล้ายพวงองุ่น
การสร้างมูลอ่อน เกิดจากการบีบตัวคัดแยกเยื่อใยชนิดย่อยได้จำนวนมากจากลำไส้ใหญ่ส่วนต้น (proximal colon) ย้อนเอาเยื่อใยที่มีขนาดเล็กที่สามารถนำไปย่อยได้กลับไปยังกระเพาะหมัก (cecum) เพื่อทำการหมักด้วยจุลินทรีย์ให้ได้สารอาหารที่สำคัญ ทั้งกรดไขมันอิสระที่ถูกสร้างขึ้นจำนวนมาก และยังพบกรดอะมิโนที่สามารถนำไปสร้างโปรตีน และวิตามิน สารอาหารส่วนใหญ่จะถูกดูดซึมผ่านผนังทางเดินอาหารไปสู่ร่างกาย นอกจากนี้สิ่งแตกต่างจากสัตว์เลี้ยงหลายชนิด คือ การสร้างเป็นมูลอ่อนที่อุดมไปด้วยกรดไขมันอิสระ และพบว่ามีโปรตีนเท่ากับหรือมากกว่า 32% มีวิตามินเคจำนวนมาก และพบเป็นแหล่งของจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ สำหรับเป็นอาหารหลักอีกทาง โดยปรกติการสร้างมูลอ่อนจะมีความเหลวไม่สามารถจับตัวเป็นก้อนได้ ซึ่งต้องอาศัยเยื่อใยอาหารชนิดย่อยไม่ได้หรือลิกโนเซลลูโลสบางส่วนที่ถูกบีบตัวไล่ย้อนกลับมาเป็นส่วนผสม ทำให้ก้อนมูลขนาดเล็กของมูลอ่อนแต่ละเม็ดมีการจับตัวเป็นก้อนและแข็งขึ้น ในกลไกนี้จึงขาดลิกโนเซลลูโลสไม่ได้เช่นเดียวกัน
ความผิดปรกติของมูลอ่อนที่พบ จะสอดคล้องกับการผลิตมูล ดังนี้
ถ่ายเหลวและมีกลิ่นเหม็นของแก๊สไข่เน่า เป็นลักษณะของมูลอ่อนที่ไม่จับตัวเป็นก้อน จึงถูกขับถ่ายออกมาเหลว มักจะเกิดร่วมกับความผิดปรกติของมูลแข็งในรูปมูลมีขนาดเล็กและมีขนาดไม่สม่ำเสมอ และพบอาการของลำไส้อืด เพราะเกิดจากเยื่อใยอาหารลิกโนเซลลูโลสมีปริมาณไม่เพียงพอในอาหาร หรือกินหญ้าได้น้อย การถ่ายเหลวแบบนี้จะต่างจากการมูลแข็งที่นิ่ม เพราะมีกลิ่นเฉพาะซึ่งเป็นแก๊สไฮโดรเจนซัลไฟด์ เป็นผลผลิตมาจากแบคทีเรียที่นำกรดแลคติกไปใช้ประโยชน์ และมีกลุ่มแบคทีเรียซัลเฟตรีดิวซิ่งมาทำปฏิกิริยาได้เป็นแก๊สชนิดนี้ นอกจากจะมีกลิ่นเหม็นแล้วแก๊สนี้ยังเป็นสาเหตุของอาการปวดเสียดในช่องท้อง จึงต่างจากการถ่ายเหลวอื่น
การถ่ายเป็นก้อนวุ้นขนาดเล็ก เป็นลักษณะของมูลอ่อนอีกแบบที่พบได้ เหมือนเมล็ดสาคูเล็ก ๆ เกาะกันเป็นกลุ่ม แทนจะมีการสร้างเป็นมูลอ่อนที่มีสีดำกว่า
ภาพที่ 7-8 มูลอ่อนหรือซีโคโทรปที่ไม่จับตัวเป็นก้อน และมูลอ่อนที่มีเม็ดคล้ายวุ้นขนาดเล็กมารวมกัน
นอกจากนี้ทั้งมูลแข็งและมูลอ่อน ยังขับถ่ายออกมาเป็นสีต่าง ๆ ได้ บางครั้งมักจะถูกนำมาสงสัยว่าเป็นความผิดปรกติ โดยปรกติจะพบเป็นสีน้ำตาลแก่ น้ำตาล สีเหลืองแบบหญ้าแห้ง อย่างไรก็ตาม มูลแข็งมักจะมีสีตามอาหารที่กินได้ เพราะสัมประสิทธิ์การย่อยได้ของสัตว์กินพืชมักจะต่ำ และมักมีเยื่อใยหรือกากใยปนออกมาด้วย ทำให้สีเปลี่ยนไปตามชนิดพืชที่กิน สีปรกติของมูลอ่อนมักจะมีสีดำ แต่ที่พบได้คือสีเขียว ที่เป็นไปได้ทั้งปรกติและผิดปรกติ เนื่องจากกระต่ายมีความสามารถในการเปลี่ยนสารบิลิเวอดินที่มีสีเขียวให้ไปเป็นสารบิลิรูบินในปัสสาวะและมูลได้น้อยกว่าสัตว์หลายชนิด (biliverdin reductase) รวมทั้งพวกเราที่จะขับถ่ายอุจจาระเป็นสีเหลืองของสารบิลิรูบิน ก็เพราะเราเปลี่ยนเป็นสารบิลิรูบินได้ดี ในกรณีที่มีความผิดปรกติในการทำงานของตับจะทำให้พบสารสีเขียวเพิ่มมากขึ้นได้ เมื่อพบก็ควรทำการตรวจตับเพื่อให้แน่ใจ
ภาพที่ 9 มูลอ่อนหรือซีโคโทรปที่มีสีเขียว เกิดจากสารบิลิเวอดินสะสม

12 ต.ค. 2569
12 ต.ค. 2569